จ่ายค่างวดไปแล้วสามงวด บ้านขึ้นได้แค่โครง ผู้รับเหมาหายเงียบ โทรไม่รับ ไลน์ไม่ตอบ คำถามแรกที่คนส่วนใหญ่ถามคือ "ฟ้องเอาเงินคืนได้ไหม" คำตอบสั้น ๆ คือได้ แต่ได้เท่าไหร่ และต้องทำอะไรก่อนถึงจะฟ้องได้จริง เป็นคนละเรื่องกัน เพราะกฎหมายไม่ได้ให้คุณเรียกเงินที่จ่ายไปคืนทั้งก้อนโดยอัตโนมัติ และการรีบไล่เขาออกจากไซต์งานแล้วจ้างคนใหม่ทันทีโดยไม่บอกเลิกสัญญาให้ถูกขั้นตอน อาจทำให้คุณกลายเป็นฝ่ายผิดสัญญาเสียเอง บทความนี้จะพาไล่ตั้งแต่ว่ากฎหมายมองสัญญาแบบนี้อย่างไร ต้องบอกกล่าวก่อนหรือไม่ เรียกอะไรได้บ้าง และเรื่องแบบไหนที่แจ้งความฉ้อโกงได้จริง

สัญญาจ้างผู้รับเหมาคือ "สัญญาจ้างทำของ" แม้ไม่มีเอกสารก็ผูกพัน

กฎหมายเรียกสัญญาจ้างผู้รับเหมาก่อสร้าง ต่อเติม หรือตกแต่งภายในว่า สัญญาจ้างทำของ ตาม มาตรา 587 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หัวใจของสัญญาประเภทนี้อยู่ที่คำว่า "ผลสำเร็จของงาน" ไม่ใช่จำนวนวันที่มาทำ ผู้รับจ้างตกลงทำงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จ ส่วนผู้ว่าจ้างตกลงจ่ายสินจ้างเพื่อผลสำเร็จนั้น

จุดที่หลายคนเข้าใจผิดคือคิดว่าไม่มีสัญญาเป็นกระดาษก็ทำอะไรไม่ได้ ไม่จริง กฎหมายไม่ได้บังคับว่าสัญญาจ้างทำของต้องทำเป็นหนังสือ ตกลงกันปากเปล่าแล้วโอนเงินก็เกิดสัญญาแล้ว สิ่งที่ต่างกันคือ "ภาระในการพิสูจน์" ถ้ามีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร คุณชี้ได้ทันทีว่าตกลงราคาเท่าไหร่ เสร็จเมื่อไหร่ งวดงานแบ่งอย่างไร ถ้าไม่มี คุณต้องประกอบเรื่องขึ้นมาจากหลักฐานอื่นแทน เช่น สลิปโอนเงิน แชตไลน์ที่คุยเรื่องแบบและราคา ใบเสนอราคา รูปถ่ายหน้างานที่มีวันที่ ซึ่งศาลรับฟังได้ทั้งหมด

ดังนั้นคำถามที่ควรถามตัวเองไม่ใช่ "มีสัญญาไหม" แต่คือ "พิสูจน์ได้ไหมว่าตกลงอะไรกันไว้"

บอกเลิกสัญญาตอนไหนถึงจะถูกกฎหมาย

นี่คือขั้นที่คนพลาดกันมากที่สุด เพราะความรู้สึกว่า "เขาทิ้งงานไปแล้ว สัญญาก็จบไปเองสิ" ไม่ใช่หลักกฎหมาย สัญญายังอยู่จนกว่าจะมีการบอกเลิก และการบอกเลิกต้องมีเหตุรองรับ

⚖ ตัวบทที่ใช้บอกเลิกสัญญากับผู้รับเหมา

ป.พ.พ. มาตรา 593 — ถ้าผู้รับจ้างไม่เริ่มทำการในเวลาอันควร หรือทำการชักช้าฝ่าฝืนข้อกำหนดแห่งสัญญา หรือทำการชักช้าโดยปราศจากความผิดของผู้ว่าจ้าง จนอาจคาดหมายล่วงหน้าได้ว่าการนั้นจะไม่สำเร็จภายในกำหนดเวลาที่ตกลงกันไว้ ผู้ว่าจ้างชอบที่จะเลิกสัญญาเสียได้ มิพักต้องรอคอยให้ถึงเวลากำหนดส่งมอบของนั้นเลย

ป.พ.พ. มาตรา 387 — ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งไม่ชำระหนี้ อีกฝ่ายหนึ่งจะกำหนดระยะเวลาพอสมควรแล้วบอกกล่าวให้ชำระหนี้ภายในระยะเวลานั้นก็ได้ ถ้าไม่ชำระภายในเวลาที่กำหนด อีกฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญาเสียก็ได้

ความหมายในทางปฏิบัติคือ ถ้างานหยุดนิ่งจนเห็นได้ว่าไม่มีทางเสร็จตามกำหนด คุณไม่ต้องรอให้ถึงวันส่งมอบตามสัญญาก่อน มาตรา 593 ให้สิทธิเลิกสัญญาได้เลย แต่ในทางปฏิบัติ ทนายส่วนใหญ่จะแนะนำให้ทำหนังสือบอกกล่าวตาม มาตรา 387 ก่อนหนึ่งฉบับ กำหนดเวลาให้กลับเข้ามาทำงาน เช่น 7 หรือ 15 วัน ส่งแบบไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปตามที่อยู่ในสัญญาหรือบัตรประชาชน แล้วเก็บใบตอบรับไว้

เหตุผลไม่ใช่เพราะกฎหมายบังคับทุกกรณี แต่เพราะหนังสือฉบับนั้นคือหลักฐานชิ้นที่แข็งที่สุดในชั้นศาล มันตอบคำถามที่จำเลยจะยกขึ้นต่อสู้แน่นอนว่า "ผมไม่ได้ทิ้งงาน ผู้ว่าจ้างไล่ผมออกเอง" ได้ในแผ่นเดียว

ถ้าปัญหาไม่ใช่การหายไป แต่เป็นงานที่เห็นอยู่แล้วว่าจะออกมาไม่เรียบร้อย มาตรา 594 ให้ทางไว้อีกทาง คือบอกกล่าวให้ผู้รับจ้างแก้ไขภายในเวลาอันสมควรก่อน ถ้าเขาไม่แก้ ผู้ว่าจ้างเอางานนั้นให้คนอื่นทำต่อหรือซ่อมแซมได้ โดยผู้รับจ้างเดิมเป็นผู้เสี่ยงภัยและออกค่าใช้จ่าย

5 สถานการณ์ที่พบบ่อย ผลทางกฎหมายไม่เหมือนกัน

เรื่องผู้รับเหมาทิ้งงานไม่ได้มีคำตอบเดียว ข้อเท็จจริงต่างกันนิดเดียว สิทธิที่ใช้ได้เปลี่ยนไปคนละมาตรา

เรียกส่วนที่จ่ายเกินคืนได้

รับเงินล่วงหน้าเกินเนื้องาน แล้วหายไป

จ่ายไป 600,000 บาท แต่มูลค่างานที่ทำจริงประเมินได้ 350,000 บาท เมื่อบอกเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามมาตรา 391 ส่วนงานที่ทำไปแล้วต้องใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้นให้เขา หักกลบกันแล้วส่วนต่างคือสิ่งที่เรียกคืนได้ ไม่ใช่ทั้ง 600,000 บาท

ควรบอกกล่าวก่อน อย่าเพิ่งไล่ออก

ทำช้ามาก แต่ยังเข้ามาทำอยู่บ้าง

กรณีนี้อ่อนไหวที่สุด เพราะเขายังไม่ได้ละทิ้งงานโดยสิ้นเชิง ถ้าคุณเปลี่ยนกุญแจไซต์งานแล้วจ้างชุดใหม่ทันที เขาอาจกลับมาฟ้องคุณเป็นฝ่ายผิดสัญญาได้ ทางที่ปลอดภัยคือหนังสือบอกกล่าวกำหนดเวลาตามมาตรา 387 ก่อน แล้วค่อยบอกเลิก

จ้างคนอื่นแก้ได้ ผู้รับเหมาเดิมออกค่าใช้จ่าย

งานเสร็จบางส่วนแต่บกพร่องจนใช้ไม่ได้

เทพื้นแตกร้าว วางท่อผิดระดับ โครงหลังคาเอียง ถ้าคาดหมายได้แน่นอนแล้วว่างานจะสำเร็จอย่างบกพร่องเพราะความผิดของเขา ใช้มาตรา 594 บอกให้แก้ภายในเวลาที่กำหนด ไม่แก้ก็จ้างคนอื่นทำต่อได้ แล้วเรียกค่าใช้จ่ายส่วนนี้จากเขา

ฟ้องได้ แต่ต้องเหนื่อยกับการพิสูจน์

ตกลงกันปากเปล่า ไม่มีสัญญาเลย

สัญญาจ้างทำของไม่ต้องทำเป็นหนังสือ ความสัมพันธ์เกิดขึ้นแล้วตามมาตรา 587 สิ่งที่ต้องเตรียมคือหลักฐานแวดล้อม สลิปโอน แชต ใบเสนอราคา รูปหน้างานตามช่วงเวลา และพยานบุคคลที่เห็นการตกลง

เลิกได้ แต่ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้เขา

ผู้ว่าจ้างอยากเลิกเอง ทั้งที่ผู้รับเหมาไม่ได้ผิด

มาตรา 605 ให้สิทธิผู้ว่าจ้างบอกเลิกสัญญาได้ตราบใดที่งานยังไม่แล้วเสร็จ แต่ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายที่เกิดจากการเลิกสัญญานั้น เช่น กำไรที่เขาควรได้จากงานที่เหลือ ทางนี้ใช้เมื่อคุณอยากจบเรื่อง ไม่ใช่เมื่อคุณอยากเรียกค่าเสียหาย

📋 ตัวอย่างสถานการณ์

คุณสมชายจ้างผู้รับเหมาสร้างบ้านสองชั้นในอำเภอปากช่อง ราคา 1,800,000 บาท แบ่ง 6 งวด จ่ายไปแล้ว 3 งวด รวม 900,000 บาท งานหยุดตั้งแต่ขึ้นโครงหลังคา ผ่านไปสองเดือน ช่างมาเก็บเครื่องมือกลับหมด

สิ่งที่คุณสมชายทำ คือถ่ายรูปหน้างานลงวันที่ ให้ผู้รับเหมารายอื่นเข้ามาประเมินว่างานที่ทำไปแล้วคิดเป็นมูลค่าเท่าไหร่ (ได้ตัวเลข 620,000 บาท) และงานที่เหลือต้องใช้อีกเท่าไหร่ (ได้ 1,250,000 บาท) จากนั้นส่งหนังสือบอกกล่าวให้กลับเข้าทำงานภายใน 15 วัน ส่งไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ไม่มีการตอบกลับ จึงส่งหนังสือบอกเลิกสัญญาฉบับที่สอง

สิ่งที่เรียกได้ในคดีคือ ส่วนที่จ่ายเกินมูลค่างานจริง 280,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามมาตรา 391 และค่าจ้างผู้รับเหมารายใหม่ส่วนที่แพงกว่าราคาเดิมที่เหลืออยู่ คือ 1,250,000 ลบด้วยค่างวดที่ยังไม่ได้จ่าย 900,000 เท่ากับ 350,000 บาท ไม่ใช่การเรียกคืน 900,000 บาทเต็มจำนวนอย่างที่หลายคนเข้าใจ

ตัวเลขข้างต้นเป็นตัวอย่างเพื่อให้เห็นวิธีคิด คดีจริงต้องพิสูจน์มูลค่างานด้วยพยานผู้เชี่ยวชาญหรือรายงานประเมินราคา

เรียกอะไรได้บ้าง และเรียกไม่ได้อะไร

เมื่อสัญญาเลิกกันโดยชอบแล้ว รายการที่ตั้งเรียกได้มีดังนี้

  • เงินที่จ่ายไปเกินมูลค่างานที่ทำจริง พร้อมดอกเบี้ย ตาม มาตรา 391 ซึ่งกำหนดให้เงินที่ต้องใช้คืนบวกดอกเบี้ยนับแต่เวลาที่ได้รับไว้
  • ส่วนต่างค่าจ้างผู้รับเหมารายใหม่ เฉพาะส่วนที่แพงกว่าราคาเดิมของงานที่ยังไม่ได้ทำ ไม่ใช่ค่าจ้างรายใหม่ทั้งก้อน
  • ค่าแก้ไขงานที่ทำไว้ไม่ได้มาตรฐาน ตามแนวของ มาตรา 594
  • เบี้ยปรับความล่าช้าตามสัญญา ถ้าสัญญาเขียนไว้ แต่ต้องรู้ว่าศาลมีอำนาจลดเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนลงได้ตาม มาตรา 383 การเขียนปรับวันละ 1% ของราคาทั้งโครงการ ไม่ได้แปลว่าจะได้เต็มตามนั้น
  • ค่าเสียหายต่อเนื่องที่พิสูจน์ได้ เช่น ค่าเช่าบ้านที่ต้องจ่ายเพิ่มระหว่างรอบ้านเสร็จ ค่าวัสดุที่เสื่อมสภาพเพราะตากแดดตากฝน โดยต้องมีใบเสร็จหรือหลักฐานรองรับ

สิ่งที่มักเรียกไม่ได้คือ ค่าเสียโอกาสที่คิดเอาเองแบบไม่มีฐานคำนวณ ค่าเสียความรู้สึก และ "เงินคืนทั้งหมดที่จ่ายไป" ในกรณีที่เขาทำงานไปแล้วบางส่วนจริง เพราะการกลับคืนสู่ฐานะเดิมทำงานทั้งสองทาง คุณได้เงินคืน เขาก็ได้ค่าแห่งการงานที่ทำไปแล้วเหมือนกัน

หากงานที่ค้างอยู่พาดพิงถึงแนวเขตที่ดินด้วย เช่น ฐานรากหรือรั้วที่ก่อไว้ล้ำเข้าไปในที่ดินข้างเคียง เรื่องจะกลายเป็นสองคดีคนละเรื่องกัน อ่านเพิ่มได้ที่บทความ รุกล้ำที่ดินแบบไหนฟ้องได้ แบบไหนฟ้องไม่ได้

แจ้งความฉ้อโกงได้ไหม

คำถามนี้มาเป็นอันดับต้น ๆ เสมอ และคำตอบมักไม่ตรงกับความรู้สึก

การผิดสัญญากับความผิดฐานฉ้อโกงเป็นคนละเรื่อง มาตรา 341 แห่งประมวลกฎหมายอาญากำหนดว่า ผู้ที่โดยทุจริตหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงนั้นได้ทรัพย์สินไป มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

หัวใจอยู่ที่คำว่า "หลอกลวง" ซึ่งต้องเป็นข้อความเท็จเกี่ยวกับข้อเท็จจริงในอดีตหรือปัจจุบัน และต้องมีเจตนาทุจริตมาตั้งแต่ตอนรับเงิน ถ้าตอนรับงานเขาตั้งใจจะทำจริง แต่ต่อมาบริหารเงินพลาด งานไม่คืบ แล้วหนีปัญหา นั่นคือการผิดสัญญาทางแพ่ง ไม่ใช่ฉ้อโกง แม้คุณจะเสียหายจริงก็ตาม

กรณีที่มีน้ำหนักในทางอาญามักมีองค์ประกอบเพิ่ม เช่น อ้างว่ามีใบอนุญาตหรือจดทะเบียนบริษัทซึ่งไม่มีอยู่จริง แสดงผลงานเก่าที่ไม่ใช่ของตัวเอง รับเงินมัดจำจากเจ้าของบ้านหลายรายในเวลาไล่เลี่ยกันโดยไม่เคยเริ่มงานให้ใครเลย หรือใช้ชื่อและเลขบัญชีปลอม เหล่านี้ชี้ไปที่เจตนาตั้งแต่แรก และถ้าเป็นการหลอกลวงต่อประชาชนทั่วไป อาจเข้า มาตรา 343 ซึ่งหนักกว่าและยอมความไม่ได้

ข้อควรระวังเรื่องเวลา ฉ้อโกงตาม มาตรา 341 เป็นความผิดอันยอมความได้ ผู้เสียหายต้องร้องทุกข์ภายใน 3 เดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิด ตาม มาตรา 96 แห่งประมวลกฎหมายอาญา เลยกำหนดนี้แล้วคดีอาญาขาดอายุความ แม้คดีแพ่งจะยังฟ้องได้อยู่

ฟ้องเป็นคดีผู้บริโภคได้ ค่าขึ้นศาลไม่ต้องจ่าย

จุดที่หลายคนไม่รู้ และเป็นเรื่องที่ทำให้การฟ้องเข้าถึงได้จริง การจ้างสร้างบ้านหรือต่อเติมเพื่ออยู่อาศัยเอง เข้าข่ายข้อพิพาทระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ซึ่งให้ประโยชน์กับฝ่ายเจ้าของบ้านหลายข้อ

  • ได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง ตาม มาตรา 18 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว หมายความว่าไม่ต้องวางค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ ซึ่งปกติคิด 2% ของจำนวนที่เรียก แต่ถ้าฟ้องโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรหรือเรียกค่าเสียหายเกินสมควร ศาลสั่งให้ชำระย้อนหลังได้
  • ยื่นฟ้องด้วยวาจาก็ได้ เจ้าพนักงานคดีจะช่วยบันทึกคำฟ้องให้
  • ภาระการพิสูจน์บางประเด็นตกที่ผู้ประกอบธุรกิจ ตาม มาตรา 29 ในเรื่องที่อยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของฝ่ายผู้รับเหมา เช่น วิธีการก่อสร้าง ส่วนผสมวัสดุ หรือมาตรฐานงานที่ใช้

ข้อควรรู้คือไม่ใช่ทุกกรณีจะเป็นคดีผู้บริโภค ถ้าคุณจ้างสร้างอาคารเพื่อประกอบธุรกิจ เช่น สร้างอพาร์ตเมนต์ให้เช่า หรือโกดังเก็บสินค้าของกิจการตัวเอง ศาลอาจมองว่าคุณไม่ใช่ผู้บริโภค และต้องฟ้องเป็นคดีแพ่งสามัญพร้อมวางค่าขึ้นศาลตามปกติ

ส่วนเรื่องยื่นที่ศาลไหน ให้ดูจากภูมิลำเนาของจำเลยหรือสถานที่ที่มูลคดีเกิดเป็นหลัก บ้านที่สร้างในเขตอำเภอเมือง โนนสูง หรือปักธงชัย จะอยู่ในเขตศาลจังหวัดนครราชสีมา ส่วนปากช่อง สีคิ้ว สูงเนิน หรือด่านขุนทด จะเป็นเขตศาลจังหวัดสีคิ้ว โดยคดีที่มูลคดีเกิดในปากช่องพิจารณาที่ที่ทำการ ณ อำเภอปากช่อง ดูพื้นที่ให้บริการได้ที่หน้า พื้นที่บริการ

อายุความ ฟ้องช้าเกินไปก็จบ

เรื่องอายุความในคดีก่อสร้างสับสนได้ง่าย เพราะมีสามตัวเลขที่ใช้กับสถานการณ์คนละแบบ

ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการทิ้งงานหรือผิดสัญญา อายุความ 10 ปี เพราะไม่มีกฎหมายกำหนดไว้เป็นการเฉพาะ จึงใช้อายุความทั่วไปตาม มาตรา 193/30

ฟ้องเรื่องความชำรุดบกพร่องของงานที่ส่งมอบแล้ว อายุความ 1 ปี นับแต่วันที่ความชำรุดบกพร่องปรากฏขึ้น ตาม มาตรา 601 โดย มาตรา 600 กำหนดกรอบไว้ว่าความบกพร่องนั้นต้องปรากฏภายใน 1 ปีนับแต่ส่งมอบ หรือภายใน 5 ปีถ้าเป็นสิ่งปลูกสร้างกับพื้นดิน เว้นแต่สัญญาจะเขียนไว้เป็นอย่างอื่น ซึ่งถ้าเขียนไว้เป็นอย่างอื่น ศาลฎีกาเคยวางแนวว่ากลับไปใช้อายุความ 10 ปี

ฝั่งผู้รับเหมาฟ้องเรียกค่าจ้างค้างจ่าย อายุความ 2 ปี ตาม มาตรา 193/34 ข้อนี้สำคัญกับเจ้าของบ้านเหมือนกัน เพราะบางครั้งผู้รับเหมาที่หายไปกลับมาฟ้องเรียกค่างวดที่ค้างในภายหลัง

ตัวเลขพวกนี้ฟังดูยาว แต่ในทางปฏิบัติอย่าใช้เป็นเหตุผลที่จะรอ พยานหลักฐานเสื่อมเร็วกว่าอายุความเสมอ หน้างานถูกรื้อ ช่างย้ายที่อยู่ แชตถูกลบเมื่อเปลี่ยนเครื่อง

ไม่แน่ใจว่าเรื่องของคุณควรบอกเลิกสัญญาตอนไหน

ทักมาเล่าสถานการณ์สั้น ๆ ให้ทนายช่วยประเมินลำดับขั้นตอนก่อนได้เลย ยังไม่ต้องส่งเอกสารในครั้งแรก

หลักฐานที่ควรเก็บตั้งแต่วันนี้

ถ้าคุณกำลังอยู่ในสถานการณ์นี้ รายการต่อไปนี้คือสิ่งที่ควรรวบรวมก่อนไปคุยกับทนาย

  • สัญญาจ้าง ใบเสนอราคา แบบก่อสร้าง และเอกสารแนบทั้งหมด (ถ้ามี)
  • หลักฐานการจ่ายเงินทุกครั้ง สลิปโอน ใบเสร็จ ใบรับเงิน เรียงตามวันที่
  • แชตไลน์หรือข้อความทั้งหมดที่คุยกับผู้รับเหมา โดยเฉพาะช่วงที่ตกลงราคาและช่วงที่เริ่มติดต่อไม่ได้ ให้แคปเจอร์แบบเห็นวันเวลาและชื่อบัญชี
  • รูปถ่ายหน้างานตามช่วงเวลา ถ่ายให้เห็นสภาพจริงและมีวันที่กำกับ ถ้าถ่ายวิดีโอเดินรอบไซต์ได้ยิ่งดี
  • สำเนาบัตรประชาชนหรือข้อมูลบัญชีธนาคารของผู้รับเหมาที่ใช้รับโอน
  • ใบเสนอราคาจากผู้รับเหมารายใหม่สำหรับงานส่วนที่เหลือ ควรมีอย่างน้อยสองราย
  • รายงานหรือความเห็นประเมินมูลค่างานที่ทำไปแล้ว จากวิศวกรหรือผู้ประเมินอิสระ
  • สำเนาหนังสือบอกกล่าวและใบตอบรับไปรษณีย์ ถ้าส่งไปแล้ว

เตรียมตัวก่อนปรึกษาทนาย

การเข้าปรึกษาโดยมีข้อมูลพร้อมช่วยประหยัดเวลาและทำให้ประเมินทางเลือกได้แม่นยำขึ้น ก่อนนัดคุย ลองสรุปสี่ข้อนี้ไว้ในหน้าเดียว

  1. ไทม์ไลน์ วันที่ตกลงจ้าง วันที่จ่ายเงินแต่ละงวด วันสุดท้ายที่ช่างเข้าหน้างาน วันที่ติดต่อไม่ได้
  2. ตัวเลข ราคาตามสัญญาทั้งหมด จ่ายไปแล้วเท่าไหร่ ประเมินว่างานเสร็จกี่เปอร์เซ็นต์ และผู้รับเหมารายใหม่เสนอราคางานที่เหลือเท่าไหร่
  3. สถานะการบอกกล่าว ส่งหนังสือไปหรือยัง ส่งด้วยวิธีใด เขาตอบกลับหรือไม่
  4. เป้าหมายของคุณ อยากได้เงินคืน อยากให้งานเสร็จ หรืออยากให้เขาถูกดำเนินคดี เพราะสามเป้าหมายนี้ใช้วิธีเดินเรื่องคนละแบบ

ดูขอบเขตงานที่สำนักงานรับได้ที่ บริการที่เกี่ยวข้อง

สรุป

ผู้รับเหมาทิ้งงานเป็นเรื่องที่กฎหมายมีทางออกให้ครบ แต่ลำดับขั้นตอนสำคัญไม่แพ้เนื้อหา สัญญาจ้างผู้รับเหมาคือสัญญาจ้างทำของตาม มาตรา 587 ซึ่งผูกพันแม้ไม่ได้ทำเป็นหนังสือ เมื่องานหยุดจนเห็นได้ว่าไม่มีทางเสร็จตามกำหนด มาตรา 593 ให้สิทธิบอกเลิกสัญญาโดยไม่ต้องรอวันส่งมอบ และการทำหนังสือบอกกล่าวตาม มาตรา 387 ก่อนหนึ่งฉบับ คือสิ่งที่ทำให้คุณอยู่ในฐานะที่ปลอดภัยที่สุดในชั้นศาล

เมื่อสัญญาเลิกแล้ว สิ่งที่เรียกได้คือส่วนที่จ่ายเกินมูลค่างานจริงพร้อมดอกเบี้ยตาม มาตรา 391 ส่วนต่างค่าจ้างรายใหม่ ค่าแก้ไขงานตามแนว มาตรา 594 และเบี้ยปรับตามสัญญาซึ่งศาลลดได้ตาม มาตรา 383 ไม่ใช่การเรียกคืนเงินทั้งก้อนที่จ่ายไป

ส่วนการแจ้งความฉ้อโกงตาม มาตรา 341 ใช้ได้เฉพาะเมื่อพิสูจน์เจตนาทุจริตตั้งแต่ตอนรับเงินได้ และต้องร้องทุกข์ภายใน 3 เดือนนับแต่รู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำผิด สุดท้าย ถ้าเป็นการจ้างสร้างบ้านเพื่ออยู่อาศัยเอง การฟ้องเป็นคดีผู้บริโภคทำให้ไม่ต้องวางค่าขึ้นศาล ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่ไม่ควรมองข้าม

คำถามที่พบบ่อย

ผู้รับเหมาหายไป ไม่มีสัญญาเป็นหนังสือ ฟ้องได้ไหม

ฟ้องได้ สัญญาจ้างทำของตามมาตรา 587 ไม่ต้องทำเป็นหนังสือ สิ่งที่ต้องเตรียมคือหลักฐานที่แสดงว่าตกลงกันไว้อย่างไร เช่น สลิปโอนเงิน แชตที่คุยเรื่องราคาและแบบ ใบเสนอราคา และรูปหน้างานตามช่วงเวลา ศาลรับฟังหลักฐานเหล่านี้ได้

ต้องส่งหนังสือบอกกล่าวก่อนฟ้องเสมอไหม

ในกรณีที่งานหยุดจนเห็นได้ว่าไม่มีทางเสร็จตามกำหนด มาตรา 593 ให้สิทธิบอกเลิกได้โดยไม่ต้องรอ แต่การส่งหนังสือบอกกล่าวตามมาตรา 387 ก่อนเป็นทางที่ปลอดภัยกว่ามาก เพราะเป็นหลักฐานยืนยันว่าคุณให้โอกาสเขาแล้ว และตัดข้อต่อสู้ที่ว่าคุณเป็นฝ่ายไล่เขาออกจากงานเอง

จ้างผู้รับเหมารายใหม่มาทำต่อทันทีเลยได้ไหม

ไม่ควรทำก่อนบอกเลิกสัญญา ถ้ายังไม่ได้บอกเลิกโดยชอบแล้วเปลี่ยนคนทำงานทันที คุณอาจกลายเป็นฝ่ายผิดสัญญาและถูกฟ้องกลับได้ ลำดับที่ถูกคือบอกกล่าว รอตามกำหนด บอกเลิก บันทึกสภาพงาน แล้วจึงจ้างรายใหม่ หรือใช้ทางมาตรา 594 ถ้าเป็นเรื่องงานบกพร่อง

เรียกเงินที่จ่ายไปแล้วคืนทั้งหมดได้หรือไม่

โดยทั่วไปไม่ได้ เพราะเมื่อสัญญาเลิกกัน มาตรา 391 ให้ทั้งสองฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะเดิม ผู้รับเหมาต้องคืนเงิน แต่คุณก็ต้องใช้ค่าแห่งการงานที่เขาทำไปแล้วให้เขาเช่นกัน จึงเป็นการหักกลบกัน สิ่งที่เรียกคืนได้คือส่วนที่จ่ายเกินมูลค่างานจริง บวกค่าเสียหายอื่นที่พิสูจน์ได้

แจ้งความฉ้อโกงกับผู้รับเหมาที่ทิ้งงานได้ไหม

ได้เฉพาะเมื่อมีการหลอกลวงตั้งแต่ตอนรับเงิน เช่น อ้างตัวตนหรือผลงานที่ไม่มีอยู่จริง หรือรับมัดจำจากหลายรายโดยไม่เคยเริ่มงานให้ใคร ถ้าเขาตั้งใจทำจริงแต่ทำไม่ไหวแล้วหนี จะเป็นเพียงการผิดสัญญาทางแพ่ง ไม่เข้ามาตรา 341 และหากจะดำเนินคดีอาญาต้องร้องทุกข์ภายใน 3 เดือนนับแต่รู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำผิด

ฟ้องแล้วต้องเสียค่าขึ้นศาลเท่าไหร่

ถ้าเป็นการจ้างสร้างหรือต่อเติมบ้านเพื่ออยู่อาศัยเอง ฟ้องเป็นคดีผู้บริโภคได้ และได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 จึงไม่ต้องวางค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ แต่ถ้าเป็นการก่อสร้างเพื่อธุรกิจ เช่น อพาร์ตเมนต์ให้เช่า อาจไม่เข้าข่ายคดีผู้บริโภค และต้องเสียค่าขึ้นศาลตามปกติ

ผู้รับเหมากลับมาฟ้องเรียกค่างวดที่ค้างได้ไหม

ได้ ถ้าเขาเห็นว่าตัวเองทำงานไปแล้วแต่ยังไม่ได้รับเงิน โดยอายุความเรียกค่าจ้างของผู้รับเหมาคือ 2 ปี ตามมาตรา 193/34 จึงเป็นเหตุผลอีกข้อที่ควรเก็บหลักฐานสภาพงานและการจ่ายเงินไว้ให้ครบ ไม่ใช่เก็บเฉพาะฝั่งที่เป็นประโยชน์กับตัวเอง

ผู้รับเหมาทิ้งงาน ปรึกษาทนายความที่ Sarocha Law

ไม่ว่าจะยังไม่ได้บอกเลิกสัญญา กำลังลังเลว่าจะจ้างคนใหม่ หรืออยากรู้ว่าเรียกเงินคืนได้แค่ไหน ทนายความจาก Sarocha Law พร้อมตรวจไทม์ไลน์ ประเมินสิทธิที่เรียกได้จริง และวางลำดับขั้นตอนที่ทำให้คุณไม่กลายเป็นฝ่ายผิดสัญญาเสียเอง

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเท่านั้น มิใช่ความเห็นทางกฎหมายสำหรับกรณีเฉพาะราย ตัวเลขในตัวอย่างเป็นการสมมติเพื่อสาธิตวิธีคิด ผลทางกฎหมายขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของแต่ละเรื่อง ผู้อ่านควรปรึกษาทนายความเพื่อพิจารณาข้อเท็จจริงของท่านโดยเฉพาะ