คำตอบที่ได้ยินกันบ่อยที่สุดคือ "สิบปี" ซึ่งถูกอยู่ครึ่งเดียว เพราะเงินที่ตกลงกันว่าจะผ่อนคืนเป็นงวดใช้อายุความห้าปี ไม่ใช่สิบ และดอกเบี้ยที่ค้างอยู่ก็เรียกย้อนหลังได้แค่ห้าปีเช่นกัน ที่สำคัญกว่าตัวเลขคือ "เริ่มนับวันไหน" เพราะเจ้าหนี้จำนวนมากนับจากวันที่ทวงครั้งสุดท้าย ทั้งที่กฎหมายให้นับจากวันที่เรียกให้คืนได้เป็นวันแรก บทความนี้แยกให้เห็นทีละกรณีว่าเรื่องของคุณอยู่ตรงไหน และเส้นตายจริงคือเมื่อไหร่
ยืมเงินไม่คืน ฟ้องได้ภายในกี่ปี
หนี้เงินกู้ยืมไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้เป็นการเฉพาะ จึงตกอยู่ในอายุความทั่วไปสิบปีตาม มาตรา 193/30 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นี่คือกรณีที่พบมากที่สุด — ยืมไปก้อนเดียว ตกลงคืนครั้งเดียว ไม่ว่าจะเขียนสัญญาหรือคุยกันในแชท
แต่ถ้าตกลงกันว่าจะทยอยผ่อนต้นเงินคืนเป็นงวด เรื่องเปลี่ยนทันที กฎหมายจัดหนี้แบบนี้ไว้ใน มาตรา 193/33 (2) ซึ่งมีอายุความเพียงห้าปี ศาลฎีกาวางแนวไว้ชัดว่ากรณีนี้ไม่ใช่เรื่องที่ "ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้" จึงจะย้อนไปใช้สิบปีตามมาตรา 193/30 ไม่ได้ จุดชี้ขาดอยู่ที่ว่าคู่สัญญาตกลงให้ผ่อนต้นเงินคืนเป็นงวดหรือไม่ ไม่ใช่แค่ลูกหนี้ทยอยจ่ายมาเองตามสะดวก
ส่วนดอกเบี้ยที่ค้างอยู่ ไม่ว่าต้นเงินจะใช้อายุความสิบปีหรือห้าปี ดอกเบี้ยค้างชำระมีอายุความห้าปีของตัวเองตาม มาตรา 193/33 (1) เสมอ พูดง่าย ๆ คือถ้าปล่อยไว้แปดปีแล้วค่อยฟ้อง ต้นเงินยังเรียกได้เต็ม แต่ดอกเบี้ยจะเรียกย้อนหลังได้แค่ห้าปีสุดท้ายเท่านั้น
⚖ ตัวบทที่ต้องรู้
มาตรา 193/30 — อายุความนั้น ถ้าประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ให้มีกำหนดสิบปี
มาตรา 193/33 — สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความห้าปี (1) ดอกเบี้ยค้างชำระ (2) เงินที่ต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ
อายุความเริ่มนับวันไหน จุดที่นับผิดกันบ่อยที่สุด
มาตรา 193/12 วางหลักไว้สั้น ๆ ว่าอายุความเริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ ไม่ใช่นับจากวันที่ทวงครั้งล่าสุด และไม่ใช่นับจากวันที่ลูกหนี้บอกว่าจะคืนแต่ไม่คืน แปลว่าต้องย้อนกลับไปดูว่าวันแรกที่คุณมีสิทธิเรียกเงินคืนได้คือวันไหน
ตกลงวันคืนไว้ชัดเจน
เริ่มนับวันถัดจากวันครบกำหนด ระบุคืนภายใน 31 ธ.ค. 2568 อายุความเดิน 1 ม.ค. 2569
ไม่ได้ตกลงวันคืนไว้เลย
เริ่มนับตั้งแต่วันที่ส่งมอบเงิน ไม่ใช่วันที่เริ่มทวง เพราะเจ้าหนี้เรียกคืนได้โดยพลันตั้งแต่วันแรก
ตกลงผ่อนคืนเป็นงวด
งวดไหนถึงกำหนดแล้วไม่จ่าย อายุความห้าปีของงวดนั้นเริ่มเดินจากวันนั้น งวดเก่าขาดอายุความก่อนงวดหลัง
⓵ ตกลงวันคืนไว้ชัดเจน
เริ่มนับวันถัดจากวันครบกำหนด เช่น ระบุว่าคืนภายใน 31 ธันวาคม 2568 อายุความสิบปีเริ่มเดิน 1 มกราคม 2569 และหมดในวันเดียวกันของปี 2579 กรณีนี้นับง่ายที่สุด และเป็นเหตุผลว่าทำไมควรเขียนวันคืนลงไปทุกครั้งแม้จะยืมกันในหมู่ญาติ
⓶ ไม่ได้ตกลงวันคืนไว้เลย
เริ่มนับตั้งแต่วันที่ส่งมอบเงิน เพราะเมื่อไม่ได้กำหนดเวลาชำระหนี้ เจ้าหนี้ย่อมเรียกให้ชำระได้โดยพลันตาม มาตรา 203 เมื่อเรียกได้ทันทีตั้งแต่วันแรก อายุความก็เดินตั้งแต่วันแรกเช่นกัน แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8172/2551 วินิจฉัยไว้ในทำนองนี้ ข้อนี้ทำให้หลายคนเสียสิทธิโดยไม่รู้ตัว เพราะเข้าใจว่านาฬิกาจะเริ่มเดินก็ต่อเมื่อเริ่มทวง
⓷ ตกลงผ่อนคืนเป็นงวด
แต่ละงวดมีนาฬิกาของตัวเอง งวดไหนถึงกำหนดแล้วไม่จ่าย อายุความห้าปีของงวดนั้นเริ่มเดินจากวันนั้น ผลคือถ้าปล่อยไว้นาน งวดเก่าอาจขาดอายุความไปทีละงวดในขณะที่งวดหลัง ๆ ยังฟ้องได้อยู่ แต่ถ้าสัญญาเขียนไว้ว่าผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด และเจ้าหนี้ใช้สิทธิข้อนั้น อายุความจะเริ่มนับจากวันผิดนัดครั้งแรกของทั้งก้อน
หลักการนับแบบนี้ใช้เหมือนกันในคดีประเภทอื่น ถ้าอยากเห็นตัวอย่างการนับที่ซับซ้อนกว่านี้ ลองอ่าน อายุความคดีรุกล้ำที่ดิน ประกอบ
อะไรทำให้อายุความนับหนึ่งใหม่ และอะไรที่ไม่ช่วยเลย
ข่าวดีคือนาฬิกาหยุดและเริ่มใหม่ได้ มาตรา 193/14 กำหนดเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงไว้ และเมื่อสะดุดหยุดแล้ว มาตรา 193/15 ให้ทิ้งเวลาที่ล่วงไปทั้งหมด แล้วเริ่มนับใหม่ตั้งแต่ต้น
สิ่งที่ทำให้อายุความนับใหม่
- ลูกหนี้ทำหนังสือรับสภาพหนี้
- ลูกหนี้ชำระหนี้บางส่วน แม้จะจ่ายมาแค่หลักร้อย
- ลูกหนี้ชำระดอกเบี้ย หรือนำทรัพย์มาให้เป็นประกัน
- ลูกหนี้ทำการใดโดยปราศจากข้อสงสัยว่ายอมรับว่าเป็นหนี้ เช่น พิมพ์ในแชทว่า "เดือนหน้าจะโอนคืนสองหมื่นนะ"
- เจ้าหนี้ยื่นฟ้องคดีต่อศาล
สิ่งที่ไม่ทำให้อายุความนับใหม่
- ส่งหนังสือทวงถามผ่านทนายความ
- โทรทวง ทวงในแชท หรือไปทวงถึงบ้าน โดยลูกหนี้ไม่ได้ตอบรับว่าเป็นหนี้
- เจรจากันแต่ไม่ได้ข้อยุติ
- แจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน
จุดที่เจ็บที่สุดคือเรื่องลำดับเวลา การรับสภาพหนี้ต้องเกิด ก่อน ที่หนี้จะขาดอายุความจึงจะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5120/2545 วินิจฉัยว่าลูกหนี้ที่ชำระหนี้บางส่วนหลังจากหนี้ขาดอายุความไปแล้ว มีผลเพียงว่าเรียกเงินที่จ่ายไปคืนไม่ได้เท่านั้น ไม่ถือเป็นการรับสภาพหนี้ที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง
📋 ตัวอย่างสถานการณ์
คุณสมชายให้เพื่อนยืมเงิน 300,000 บาท เมื่อเดือนมีนาคม 2557 ไม่ได้เขียนสัญญา คุยกันในไลน์ว่า "ยืมก่อนนะ ได้เงินก้อนแล้วคืน" ไม่ได้ระบุวันคืน ต่อมาปี 2562 เพื่อนโอนคืนมา 20,000 บาท พร้อมพิมพ์ว่า "ทยอยคืนก่อนนะ ที่เหลือขอเวลา" หลังจากนั้นเงียบหาย คุณสมชายทวงทางไลน์ทุกปีแต่อีกฝ่ายไม่เคยตอบ
นับอย่างไร: เมื่อไม่ได้กำหนดวันคืน อายุความสิบปีเริ่มเดินตั้งแต่มีนาคม 2557 ถ้าไม่มีอะไรมาขัดจังหวะ จะหมดในมีนาคม 2567 แต่การโอนคืน 20,000 บาทพร้อมข้อความยอมรับในปี 2562 เป็นการรับสภาพหนี้ตามมาตรา 193/14 (1) อายุความจึงสะดุดหยุดลงและเริ่มนับสิบปีใหม่จากวันที่โอน คุณสมชายยังฟ้องได้จนถึงปี 2572 ส่วนการทวงในไลน์ปีละครั้งหลังจากนั้น ไม่มีผลต่ออายุความเลยแม้แต่วันเดียว
ไม่มีสัญญากู้ มีแต่แชทกับสลิปโอน ฟ้องได้ไหม
อายุความยังไม่หมดก็จริง แต่ถ้าไม่มีหลักฐานก็ฟ้องไม่ได้อยู่ดี มาตรา 653 วรรคหนึ่งบัญญัติว่าการกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไป ถ้าไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืม จะฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้ กลับกัน ถ้ายืมกันไม่เกินสองพันบาท กฎหมายไม่ได้บังคับให้ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ
คำถามที่ตามมาคือแชทนับเป็นหนังสือไหม คำตอบคือนับ ศาลนำพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 7 ถึง 9 มาใช้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6757/2560 วางแนวไว้ว่าข้อความที่ส่งผ่านเฟซบุ๊กเป็นการส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ แม้ไม่มีการลงลายมือชื่อ แต่เมื่อปรากฏชื่อผู้ส่งชัดเจนและยอมรับว่าส่งจริง ก็มีผลเป็นหนังสือตามกฎหมายแล้ว ในทำนองเดียวกัน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8089/2556 ถือว่าการกดรหัสส่วนตัวเบิกเงินจากบัตรกดเงินสดเทียบได้กับการลงลายมือชื่อ
แต่ไม่ใช่ว่าแชทอะไรก็ใช้ได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4306/2565 วางกรอบไว้ว่าหลักฐานการกู้ยืมไม่จำเป็นต้องมีคำว่า "กู้ยืม" ตรง ๆ แต่ต้องมีข้อความที่แสดงให้เห็นว่ารับเงินไปและจะใช้คืน ถ้าเป็นการพูดคุยทั่วไปที่ไม่แสดงว่าเป็นการกู้ยืม ก็ถือว่าไม่มีหลักฐาน สลิปโอนเงินอย่างเดียวจึงไม่พอ เพราะสลิปพิสูจน์ได้แค่ว่ามีเงินออกจากบัญชีคุณ ไม่ได้พิสูจน์ว่าเงินนั้นเป็นการให้ยืม ไม่ใช่การให้เปล่าหรือการชำระค่าอะไรบางอย่าง ชุดหลักฐานที่มีน้ำหนักคือสลิปโอนบวกข้อความที่ลูกหนี้พูดถึงเงินก้อนนั้นและรับว่าจะคืน อ่านวิธีเก็บหลักฐานให้ครบได้ที่ หลักฐานที่ใช้ได้จริงในคดีทวงหนี้
ไม่แน่ใจว่าเรื่องของคุณนับอายุความจากวันไหน หรือใกล้หมดแล้วหรือยัง
เล่าเรื่องมาสั้น ๆ พร้อมวันที่ยืม วันที่ตกลงคืน และวันที่จ่ายคืนครั้งสุดท้าย ให้ทนายดูก่อนได้
ถ้าเลยอายุความไปแล้ว ยังพอมีทางไหม
หนี้ขาดอายุความไม่ได้แปลว่าหนี้หายไป กฎหมายไม่ได้ห้ามฟ้อง และศาลก็รับฟ้อง สิ่งที่เกิดขึ้นคือ มาตรา 193/10 ให้สิทธิลูกหนี้ที่จะปฏิเสธการชำระหนี้ได้ ซึ่งเป็นสิทธิที่ลูกหนี้ต้องใช้เอง
ตรงนี้มีช่องที่คนมักไม่รู้ มาตรา 193/29 บัญญัติว่าเมื่อไม่ได้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ศาลจะอ้างเอาอายุความมาเป็นเหตุยกฟ้องไม่ได้ แปลว่าถ้าจำเลยขาดนัด ไม่ยื่นคำให้การ หรือยื่นแล้วแต่ไม่ได้ยกเรื่องอายุความขึ้นสู้ ศาลก็พิพากษาให้เจ้าหนี้ชนะได้ ทั้งที่หนี้ขาดอายุความไปแล้ว
อีกทางหนึ่งคือให้ลูกหนี้รับสภาพความรับผิดเป็นหนังสือหลังหนี้ขาดอายุความ ตาม มาตรา 193/28 วรรคสอง ประกอบ มาตรา 193/35 ซึ่งทำให้เกิดสิทธิเรียกร้องใหม่ที่มีอายุความสองปีนับแต่วันที่รับสภาพความรับผิด ย้ำว่าสองปี ไม่ใช่สิบปีเหมือนเดิม และต่างจากการรับสภาพหนี้ตามมาตรา 193/14 ที่ทำก่อนหนี้ขาดอายุความซึ่งได้อายุความเดิมกลับมาเต็มจำนวน ข้อควรระวังคือการรับสภาพความรับผิดของลูกหนี้หลังหนี้ขาดอายุความ จะยกขึ้นเป็นโทษแก่ผู้ค้ำประกันเดิมไม่ได้
กรณีที่อายุความสั้นกว่าที่คิด
ลูกหนี้เสียชีวิต อันนี้อันตรายที่สุด มาตรา 1754 วรรคสามห้ามเจ้าหนี้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของลูกหนี้ ต่อให้หนี้เดิมเหลืออายุความอีกแปดปีก็ตาม และแม้หนี้ยังไม่ถึงกำหนดชำระ เจ้าหนี้ก็ต้องเรียกร้องเอาจากกองมรดกภายในหนึ่งปีนั้น มีเพดานอีกชั้นตามวรรคสี่ว่าห้ามฟ้องเมื่อพ้นสิบปีนับแต่เจ้ามรดกตาย เจ้าหนี้ที่รอไปเรื่อย ๆ เพราะเกรงใจครอบครัวผู้ตาย มักมารู้ตัวตอนที่สายไปแล้ว
หนี้ที่มีจำนองเป็นประกัน กลับกันคือได้เปรียบ มาตรา 193/27 ประกอบ มาตรา 745 ให้ผู้รับจำนองบังคับจำนองได้แม้สิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นตัวเงินจะขาดอายุความแล้ว แต่จะบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างย้อนหลังเกินห้าปีไม่ได้
คิดจะแจ้งความข้อหาฉ้อโกง โดยหลักการยืมแล้วไม่คืนเป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่ง ตำรวจจึงมักรับแค่ลงบันทึกประจำวัน จะเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตาม มาตรา 341 แห่งประมวลกฎหมายอาญาก็ต่อเมื่อพิสูจน์ได้ว่ามีเจตนาทุจริตหลอกลวงมาตั้งแต่ก่อนหรือขณะรับเงิน ไม่ใช่มาไม่มีจ่ายเอาทีหลัง และถ้าเข้าข่ายจริง ฉ้อโกงเป็นความผิดอันยอมความได้ ต้องร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดตาม มาตรา 96 แห่งประมวลกฎหมายอาญา สามเดือนหมดเร็วกว่าที่คิด ดูวิธีเตรียมเรื่องก่อนเข้าแจ้งความได้ที่ เตรียมเอกสารก่อนแจ้งความคดีอาญา
ดอกเบี้ยเรียกได้เท่าไหร่
ถ้าไม่ได้ตกลงเรื่องดอกเบี้ยกันไว้เลย เรียกได้ในอัตราร้อยละ 3 ต่อปีตาม มาตรา 7 และเมื่อลูกหนี้ผิดนัด คิดดอกเบี้ยผิดนัดได้ร้อยละ 5 ต่อปีตาม มาตรา 224 อัตรานี้เป็นผลจากพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งใช้บังคับตั้งแต่ 11 เมษายน 2564 ลดลงจากเดิมที่ใช้กันมาว่าร้อยละ 7.5
ถ้าตกลงดอกเบี้ยกันไว้ เพดานอยู่ที่ร้อยละ 15 ต่อปีตาม มาตรา 654 เกินกว่านั้นเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 มีโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ผลทางแพ่งหนักกว่าที่หลายคนคาด เพราะแนวคำพิพากษาศาลฎีกาถือว่าข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยตกเป็นโมฆะทั้งหมด ไม่ใช่ลดลงมาเหลือร้อยละ 15 ส่วนต้นเงินยังสมบูรณ์และเรียกคืนได้ เจ้าหนี้นอกระบบที่คิดดอกร้อยละ 20 ต่อเดือน จึงเสี่ยงจะได้คืนแค่ต้นเงินและถูกดำเนินคดีอาญาไปพร้อมกัน
เอกสารที่ควรเก็บ และเตรียมอะไรก่อนคุยกับทนาย
สิ่งที่ทนายต้องดูเป็นอย่างแรกคือวันที่ ไม่ใช่จำนวนเงิน เพราะวันที่เป็นตัวชี้ว่ายังเหลือเวลาอีกเท่าไหร่
- สัญญากู้ หนังสือรับสภาพหนี้ หรือใบรับเงิน ถ้ามี
- แคปแชททั้งบทสนทนา ไม่ใช่เฉพาะข้อความเดียว ให้เห็นชื่อบัญชีผู้ส่ง วันที่ และเวลา
- สลิปโอนเงินทุกครั้ง ทั้งขาที่โอนให้ยืมและขาที่ลูกหนี้โอนคืน
- รายการเดินบัญชี ย้อนหลังครอบคลุมวันที่โอน
- ไทม์ไลน์ที่คุณเขียนเองสั้น ๆ ว่ายืมวันไหน ตกลงคืนวันไหน จ่ายคืนครั้งสุดท้ายวันไหน ทวงครั้งไหนบ้าง
- ชื่อ นามสกุล และที่อยู่ตามทะเบียนบ้านของลูกหนี้ เท่าที่ทราบ
- ข้อมูลว่าลูกหนี้ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ถ้าเสียชีวิตแล้ว เสียชีวิตเมื่อไหร่ และคุณทราบเมื่อไหร่
อย่ารอจนใกล้ครบกำหนด การสืบหาภูมิลำเนา การส่งหมาย และการรวบรวมเอกสารใช้เวลาหลายสัปดาห์ ถ้ากำลังนับถอยหลังปีสุดท้ายอยู่ ให้เผื่อเวลาไว้มากกว่าที่คิด ดู บริการที่เกี่ยวข้อง เพื่อเทียบว่าเรื่องของคุณอยู่ในกลุ่มไหน
สรุป
เส้นตายของคดียืมเงินไม่คืนมีสองตัวเลขหลัก คือสิบปีตาม มาตรา 193/30 สำหรับการยืมที่คืนครั้งเดียว และห้าปีตาม มาตรา 193/33 (2) สำหรับหนี้ที่ตกลงผ่อนต้นเงินคืนเป็นงวด โดยดอกเบี้ยค้างชำระเรียกย้อนหลังได้ไม่เกินห้าปีเสมอตาม มาตรา 193/33 (1)
จุดที่ทำให้แพ้คดีจริง ๆ มักไม่ใช่ตัวเลขเหล่านี้ แต่เป็นวันเริ่มนับ ถ้าไม่ได้ตกลงวันคืนกันไว้ นาฬิกาเดินตั้งแต่วันที่ส่งมอบเงิน ไม่ใช่วันที่เริ่มทวง และการทวงถามไม่ว่าจะกี่ครั้งก็ไม่ทำให้อายุความยืดออกไป มีแต่การกระทำของฝ่ายลูกหนี้ตาม มาตรา 193/14 เช่น จ่ายคืนบางส่วนหรือรับว่าเป็นหนี้ ที่ทำให้เริ่มนับใหม่ได้ตาม มาตรา 193/15
ถ้าลูกหนี้เสียชีวิต ลืมตัวเลขสิบปีไปได้เลย เหลือหนึ่งปีนับแต่รู้ถึงความตายตาม มาตรา 1754 วรรคสาม และถ้าหนี้ขาดอายุความไปแล้ว ก็ยังไม่ถึงกับหมดหนทาง เพราะศาลจะยกอายุความขึ้นเองไม่ได้ตาม มาตรา 193/29 และการรับสภาพความรับผิดเป็นหนังสือทำให้เกิดอายุความใหม่สองปีตาม มาตรา 193/35 ทางเลือกยังมี แต่ทุกทางแคบลงตามเวลาที่ผ่านไป
คำถามที่พบบ่อย
ยืมเงินไปแล้ว 8 ปี ไม่ได้เขียนสัญญา ยังฟ้องได้ไหม
ถ้าเป็นการยืมที่คืนครั้งเดียวและไม่มีเหตุสะดุดหยุดอายุความ ยังอยู่ในสิบปีตามมาตรา 193/30 จึงยังฟ้องได้ แต่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ยืมตามมาตรา 653 ซึ่งแชทที่ปรากฏชื่อผู้ส่งและมีข้อความรับว่ายืมและจะคืน ใช้ได้ ส่วนดอกเบี้ยเรียกย้อนหลังได้แค่ห้าปีสุดท้าย
ทวงทางไลน์ทุกเดือน อายุความยืดออกไปด้วยไหม
ไม่ยืด การทวงถามของเจ้าหนี้ไม่ใช่เหตุสะดุดหยุดอายุความตามมาตรา 193/14 สิ่งที่ทำให้นับใหม่ได้ต้องมาจากฝ่ายลูกหนี้ เช่น จ่ายคืนบางส่วน จ่ายดอกเบี้ย หรือพิมพ์ข้อความยอมรับว่าเป็นหนี้ ถ้าลูกหนี้อ่านแล้วเงียบ ไม่มีผลอะไรทั้งสิ้น
ลูกหนี้โอนคืนมาบางส่วนแล้วหยุด นับอายุความจากตรงไหน
นับใหม่ทั้งหมดจากวันที่โอนครั้งสุดท้าย เพราะการชำระหนี้บางส่วนเป็นการรับสภาพหนี้ตามมาตรา 193/14 (1) เวลาที่ผ่านไปก่อนหน้านั้นไม่นับเข้าในอายุความตามมาตรา 193/15 แต่ต้องเป็นการจ่ายก่อนที่หนี้จะขาดอายุความ ถ้าจ่ายหลังจากขาดอายุความแล้ว มีผลเพียงว่าเรียกเงินที่จ่ายไปคืนไม่ได้
ยืมเงินไม่คืน แจ้งความข้อหาฉ้อโกงได้ไหม
โดยหลักไม่ได้ เพราะเป็นการผิดสัญญาทางแพ่ง เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่าอีกฝ่ายหลอกลวงมาตั้งแต่ก่อนรับเงิน เช่น อ้างเหตุผลเท็จหรือใช้เอกสารปลอมเพื่อให้ได้เงินไป จึงจะเข้ามาตรา 341 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และถ้าเข้าข่าย ต้องร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่รู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำผิด
ยืมกันแค่ห้าหมื่นบาท ฟ้องที่ศาลไหน คุ้มไหม
คดีที่มีทุนทรัพย์ไม่เกินสามแสนบาทเป็นคดีมโนสาเร่ ยื่นได้ที่ศาลแขวงในเขตที่จำเลยมีภูมิลำเนาหรือที่มูลคดีเกิด กระบวนพิจารณาย่นย่อกว่าคดีแพ่งทั่วไป ค่าขึ้นศาลในคดีมโนสาเร่ก็ต่ำกว่า สำหรับคนในโคราชและอำเภอโดยรอบจะเป็นศาลแขวงนครราชสีมา ส่วนพื้นที่ปากช่อง สีคิ้ว สูงเนิน ด่านขุนทด และเทพารักษ์ ยื่นที่ศาลจังหวัดสีคิ้วเพราะพื้นที่นั้นไม่มีศาลแขวง
ชนะคดีแล้วแต่ลูกหนี้ไม่มีเงินจ่าย บังคับคดีได้ถึงเมื่อไหร่
กฎหมายให้เวลาดำเนินการบังคับคดีสิบปีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 ระหว่างนั้นสืบทรัพย์แล้วยึดหรืออายัดได้เมื่อพบทรัพย์ กำหนดเวลาบังคับคดีไม่ใช่อายุความ จึงไม่สะดุดหยุดลงเพราะการยึดทรัพย์บางส่วน และขยายออกไปไม่ได้
ยังไม่แน่ใจว่าเรื่องของคุณนับอายุความจากวันไหน หรือมีเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงแล้วหรือยัง
เล่าเรื่องมาสั้น ๆ พร้อมวันที่ที่เกี่ยวข้อง แล้วทนายจะช่วยประเมินว่ายังเหลือเวลาอีกเท่าไหร่และควรเดินเรื่องอย่างไร
หากมูลคดีของคุณอยู่ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ปรึกษาได้ที่หน้า ทนายฟ้องหนี้ในพื้นที่โคราช หรือ ทนายสีคิ้ว
บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่ความเห็นทางกฎหมายสำหรับกรณีใดกรณีหนึ่ง ผลของแต่ละคดีขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและเอกสารที่มีอยู่จริง รวมถึงกฎหมายและแนวคำพิพากษาที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ควรปรึกษาทนายความก่อนดำเนินการ



