ค่าชดเชยตามอายุงาน
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 กำหนดอัตราค่าชดเชยเมื่อถูกเลิกจ้างตามระยะเวลาทำงาน โดยสรุปคือ ทำงานครบ 120 วันแต่ไม่ครบ 1 ปี ได้ค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้าง 30 วัน, ครบ 1 ปีแต่ไม่ครบ 3 ปี ได้ 90 วัน, ครบ 3 ปีแต่ไม่ครบ 6 ปี ได้ 180 วัน, ครบ 6 ปีแต่ไม่ครบ 10 ปี ได้ 240 วัน, ครบ 10 ปีแต่ไม่ครบ 20 ปี ได้ 300 วัน และครบ 20 ปีขึ้นไป ได้ 400 วัน
ค่าชดเชยนี้เป็นสิทธิตามกฎหมายที่แยกต่างหากจากประเด็นว่าการเลิกจ้างเป็นธรรมหรือไม่ กล่าวคือ แม้นายจ้างจะมีสิทธิเลิกจ้าง ก็ยังต้องจ่ายค่าชดเชยตามอายุงาน เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย
ค่าบอกกล่าวล่วงหน้าและข้อยกเว้น
นอกจากค่าชดเชย หากนายจ้างเลิกจ้างโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าตามระยะเวลาที่กฎหมายหรือสัญญากำหนด ลูกจ้างอาจมีสิทธิได้รับค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า (ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 17 ประกอบมาตรา 17/1) ซึ่งเป็นสิทธิคนละส่วนกับค่าชดเชยตามอายุงาน
อย่างไรก็ตาม มาตรา 119 กำหนดข้อยกเว้นที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย เช่น ลูกจ้างทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย หรือฝ่าฝืนข้อบังคับการทำงานกรณีร้ายแรง เป็นต้น การพิจารณาว่ากรณีใดเข้าข้อยกเว้นหรือไม่ต้องดูข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานประกอบอย่างรอบคอบ
เมื่อไหร่ถือว่าเลิกจ้างไม่เป็นธรรม
การเลิกจ้างไม่เป็นธรรมเป็นคนละเรื่องกับการไม่จ่ายค่าชดเชย โดยพิจารณาจากเหตุผลและความเหมาะสมของการเลิกจ้างเป็นหลัก ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 หากศาลแรงงานเห็นว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ศาลอาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงาน หรือหากเห็นว่าทั้งสองฝ่ายไม่อาจทำงานร่วมกันต่อได้ ก็อาจกำหนดค่าเสียหายให้แทน โดยพิจารณาจากอายุงาน ความเดือดร้อน และเหตุแห่งการเลิกจ้างประกอบกัน
ข้อเท็จจริงที่มักมีผลต่อการพิจารณา ได้แก่ ผลการประเมินงานที่ผ่านมา ประวัติการตักเตือน เหตุผลที่นายจ้างระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้าง และช่วงเวลาที่เลิกจ้างเทียบกับเหตุการณ์อื่นที่เกี่ยวข้อง
เอกสารและหลักฐานที่เกี่ยวข้อง
ควรเก็บหนังสือเลิกจ้าง สัญญาจ้าง ประวัติการทำงาน ผลการประเมิน และหนังสือตักเตือน (ถ้ามี) ไว้ให้ครบ หากการเลิกจ้างเกิดขึ้นด้วยวาจา ควรบันทึกวันเวลา สถานที่ และคำพูดที่นายจ้างแจ้งไว้ทันทีที่ทำได้ เพื่อไม่ให้รายละเอียดคลาดเคลื่อนเมื่อเวลาผ่านไป
หากมีเพื่อนร่วมงานที่รับรู้เหตุการณ์หรือเหตุผลที่แท้จริงของการเลิกจ้าง ควรสอบถามว่าสะดวกเป็นพยานหรือไม่ เนื่องจากพยานบุคคลมีส่วนสำคัญในการพิสูจน์ว่าการเลิกจ้างมีเหตุอันสมควรหรือไม่
เตรียมตัวก่อนปรึกษาทนาย
เพื่อให้ประเมินสิทธิได้ครบถ้วน ควรเตรียมข้อมูลต่อไปนี้ก่อนนัดปรึกษา:
- หนังสือเลิกจ้างหรือบันทึกเหตุการณ์การแจ้งเลิกจ้าง
- สัญญาจ้างและวันเริ่มงาน เพื่อคำนวณอายุงาน
- ประวัติการทำงาน ผลประเมิน และหนังสือตักเตือน (ถ้ามี)
- เหตุผลที่นายจ้างระบุ และความเห็นของท่านว่าตรงกับความเป็นจริงหรือไม่
เรื่องลักษณะนี้อยู่ในขอบเขตบริการคดีแรงงานของสำนักงาน ซึ่งจะประเมินทั้งสิทธิค่าชดเชยตามกฎหมายและความเป็นไปได้ของประเด็นเลิกจ้างไม่เป็นธรรมควบคู่กัน
สรุป
เมื่อถูกเลิกจ้าง ลูกจ้างควรแยกสิทธิออกเป็นหลายส่วน ทั้งค่าชดเชยตามอายุงานตามมาตรา 118 (ตั้งแต่ 30 วันจนถึง 400 วัน) ค่าบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรา 17 และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯ ทั้งนี้ต้องระวังข้อยกเว้นในมาตรา 119 ที่นายจ้างอาจไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย
เนื่องจากการพิจารณาว่าเลิกจ้างเป็นธรรมหรือไม่ และเข้าข้อยกเว้นหรือไม่ ต้องอาศัยข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเฉพาะเรื่อง การปรึกษาทนายความด้านแรงงานโดยเร็วจะช่วยประเมินสิทธิและรักษากำหนดเวลาในการฟ้องได้
คำถามที่พบบ่อย
บริษัทปิดกิจการ ยังต้องจ่ายค่าชดเชยหรือไม่
โดยทั่วไปการเลิกจ้างเพราะปิดกิจการยังต้องจ่ายค่าชดเชยตามอายุงานตามมาตรา 118 ตามปกติ เว้นแต่มีข้อเท็จจริงที่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 119 ควรให้ทนายตรวจสอบเอกสารและเหตุผลที่แท้จริงก่อนสรุป
ถูกบังคับให้เขียนใบลาออกเอง ยังเรียกสิทธิได้ไหม
หากการลาออกเกิดจากการถูกบังคับหรือข่มขู่ อาจไม่ถือเป็นการลาออกโดยสมัครใจ และอาจถือเป็นการเลิกจ้างที่ทำให้มีสิทธิเรียกร้องได้ แต่ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงเรื่องการถูกบังคับ ควรปรึกษาทนายเพื่อประเมินพยานหลักฐานที่มี
มีระยะเวลาเท่าไหร่ในการยื่นเรื่องหลังถูกเลิกจ้าง
การเรียกร้องสิทธิแรงงานมีกำหนดเวลาและอายุความตามกฎหมาย เช่น การฟ้องเลิกจ้างไม่เป็นธรรมและการเรียกค่าชดเชยมีกรอบเวลาที่ต้องรักษา จึงไม่ควรปล่อยเวลาล่วงเลยไปนาน ควรรวบรวมเอกสารและปรึกษาทนายโดยเร็วที่สุดหลังทราบว่าถูกเลิกจ้าง
ต้องการให้ทนายความช่วยประเมินสิทธิค่าชดเชยและความเป็นธรรมของการเลิกจ้าง
เนื่องจากแต่ละคดีมีข้อเท็จจริงและรายละเอียดแตกต่างกัน การปรึกษาทนายความที่มีประสบการณ์ตรงกับเรื่องของคุณจะช่วยประเมินแนวทางได้แม่นยำที่สุด
บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อประกอบความเข้าใจเบื้องต้น อ้างอิงบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ณ เวลาที่เผยแพร่ ไม่ถือเป็นคำปรึกษากฎหมายเฉพาะคดี และควรให้ทนายความตรวจข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เป็นปัจจุบันก่อนดำเนินการ