ตรวจสอบสิทธิที่ควรได้รับ
ควรเริ่มจากตรวจสอบว่าค่าจ้างที่ค้างจ่ายมีจำนวนเท่าใด ครอบคลุมช่วงเวลาใด และรวมค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด หรือเงินอื่นที่ตกลงกันไว้หรือไม่ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ กำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างตามกำหนดเวลา หากไม่จ่ายตามกำหนดถือว่าผิดนัด
⚠ ดอกเบี้ยผิดนัด 15% ต่อปี
มาตรา 9 กำหนดให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีสำหรับค่าจ้างที่ค้างจ่าย
กรณีถูกเลิกจ้างพร้อมกับค่าจ้างค้างจ่าย ควรแยกประเด็นให้ชัดระหว่างค่าจ้างที่ค้างจากการทำงานจริง กับค่าชดเชยการเลิกจ้าง เพราะทั้งสองส่วนมีฐานการคำนวณและหลักกฎหมายที่ต่างกัน
หลักฐานที่ควรเก็บ
ควรเก็บสลิปเงินเดือนย้อนหลัง สัญญาจ้าง ตารางเวลาทำงาน บันทึกการลงเวลา และข้อความหรืออีเมลที่เกี่ยวข้องกับการจ่ายค่าจ้าง หากมีการพูดคุยขอเลื่อนจ่ายค่าจ้างหรือรับปากว่าจะจ่ายในภายหลัง ควรเก็บหลักฐานการสนทนานั้นไว้ด้วย เพราะเป็นการยอมรับว่ามีหนี้ค่าจ้างค้างอยู่
สำหรับลูกจ้างที่ทำงานล่วงเวลาบ่อยครั้ง ควรมีบันทึกส่วนตัวคู่ขนานกับบันทึกของบริษัท เช่น ภาพถ่ายตารางกะหรือข้อความแจ้งเวลาเข้า-ออกงาน เผื่อกรณีที่บันทึกของบริษัทไม่ครบถ้วนหรือไม่ตรงกับความเป็นจริง
ช่องทางเรียกร้องสิทธิ
ลูกจ้างมีทางเลือกหลัก 2 ทาง ทางแรกคือยื่นคำร้อง (แบบ คร.7) ต่อพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 123 เพื่อให้พนักงานตรวจแรงงานสอบสวนและมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินที่ค้าง ทางที่สองคือฟ้องคดีต่อศาลแรงงานโดยตรง โดยลูกจ้างต้องเลือกใช้ทางใดทางหนึ่งสำหรับเงินจำนวนเดียวกัน ไม่สามารถใช้พร้อมกันทั้งสองทาง
การยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานมักไม่มีค่าใช้จ่ายและไม่จำเป็นต้องมีทนายความ เช่นเดียวกับการฟ้องศาลแรงงานที่ได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียม แต่หากนายจ้างโต้แย้งหรือเรื่องมีความซับซ้อน การปรึกษาทนายตั้งแต่ต้นจะช่วยเลือกช่องทางและวางแนวทางที่เหมาะสมกว่า
เตรียมตัวก่อนปรึกษาทนาย
เพื่อให้ประเมินสิทธิได้รวดเร็ว ควรเตรียมข้อมูลต่อไปนี้ก่อนนัดปรึกษา:
- สัญญาจ้างและสลิปเงินเดือนย้อนหลัง
- รายละเอียดยอดค้างจ่าย แยกเป็นค่าจ้างปกติ ค่าล่วงเวลา และเงินอื่น (ถ้ามี)
- บันทึกการลงเวลาหรือหลักฐานชั่วโมงทำงาน
- ข้อความหรือหลักฐานการทวงถามค่าจ้างที่เคยทำไปแล้ว
เรื่องลักษณะนี้อยู่ในขอบเขตบริการคดีแรงงานของสำนักงาน ซึ่งจะช่วยประเมินยอดค้างจ่ายและช่องทางเรียกร้องที่เหมาะสมกับแต่ละกรณี
สรุป
เมื่อนายจ้างไม่จ่ายค่าจ้าง ลูกจ้างควรตรวจสอบยอดที่ควรได้รับให้ครบ ทั้งค่าจ้างปกติ ค่าล่วงเวลา และดอกเบี้ยผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 9 เก็บหลักฐานการทำงานและการจ่ายค่าจ้างให้ครบ แล้วเลือกช่องทางเรียกร้อง ระหว่างการยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานตามมาตรา 123 หรือฟ้องศาลแรงงาน
เนื่องจากแต่ละกรณีมีรายละเอียดเรื่องประเภทค่าจ้าง อายุงาน และพยานหลักฐานที่ต่างกัน การปรึกษาทนายความด้านแรงงานจะช่วยประเมินยอดที่เรียกได้และเลือกช่องทางที่เหมาะสมที่สุด
คำถามที่พบบ่อย
นายจ้างค้างจ่ายค่าจ้างมีดอกเบี้ยหรือไม่
มี พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 9 กำหนดให้นายจ้างที่ผิดนัดจ่ายค่าจ้างต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และในบางกรณีที่นายจ้างจงใจไม่จ่ายโดยปราศจากเหตุอันสมควร อาจต้องเสียเงินเพิ่มตามที่กฎหมายกำหนดอีกด้วย ควรให้ทนายคำนวณให้ตรงกับกรณีของท่าน
ไม่มีสัญญาจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร ยังเรียกร้องได้ไหม
ยังสามารถเรียกร้องได้ เพราะสัญญาจ้างแรงงานไม่จำเป็นต้องทำเป็นหนังสือ หากมีหลักฐานอื่นแสดงความสัมพันธ์นายจ้างลูกจ้าง เช่น สลิปเงินเดือน บันทึกการทำงาน หรือพยานบุคคล ก็ใช้พิสูจน์การจ้างงานและอัตราค่าจ้างที่ตกลงกันไว้ได้
ยื่นเรื่องกับพนักงานตรวจแรงงานแล้ว ยังฟ้องศาลได้อีกหรือไม่
สำหรับเงินจำนวนเดียวกัน โดยหลักต้องเลือกใช้ช่องทางใดช่องทางหนึ่ง หากไม่พอใจคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน สามารถนำคดีไปสู่ศาลแรงงานเพื่อขอเพิกถอนคำสั่งได้ภายในกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด จึงควรปรึกษาทนายเพื่อไม่ให้เสียสิทธิเรื่องกำหนดเวลา
ต้องการให้ทนายความช่วยประเมินยอดค้างจ่ายและช่องทางเรียกร้องสิทธิของคุณ
เนื่องจากแต่ละคดีมีข้อเท็จจริงและรายละเอียดแตกต่างกัน การปรึกษาทนายความที่มีประสบการณ์ตรงกับเรื่องของคุณจะช่วยประเมินแนวทางได้แม่นยำที่สุด
บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อประกอบความเข้าใจเบื้องต้น อ้างอิงบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ณ เวลาที่เผยแพร่ ไม่ถือเป็นคำปรึกษากฎหมายเฉพาะคดี และควรให้ทนายความตรวจข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เป็นปัจจุบันก่อนดำเนินการ